วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เลเซอร์


“เลเซอร์” แสงลำเส้นตรง

แสงเลเซอร์ คือ แสงที่ตามองเห็น ซึ่งเกิดขึ้นจากกลไกการปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ด้วยกระบวนการปลดปล่อยพลังงานแบบถูกกระตุ้น และเป็นแสงที่แตกต่างจากแสงของกระบอกไฟฉาย ตรงที่ลำแสงเลเซอร์มีความเข้ม ความต่อเนื่องและมีความถ่างต่ำกว่า หากลองฉายแสงเลเซอร์ไปที่กระดานดำ เราจะเห็นลำแสงเป็นเส้นตรงราวกับ “ไม้เรียวของครู” ส่วนปลายแสงของกระบอกไฟฉาย จะเป็นลำกว้างและเป็นแสงที่ไม่เข้ม

ชื่อของเลเซอร์นั้น มาจากตัวย่อของกลไกในการกำเนิดแสง Light amplification by stimulated emission of radiation และเขียนย่อได้เป็น LASER

การผลิตแสงเลเซอร์จำเป็นต้องมี “ตัวกลาง” (gain medium) ที่เป็นได้ทั้งก๊าซ ของเหลว ของแข็งหรือพลาสมา เพื่อใช้ในการควบคุมความบริสุทธิ์ ขนาด ความเข้มข้นและรูปร่างของลำแสงเลเซอร์ ซึ่งลำแสงจะถูกเพิ่มขึ้นจากกระบวนการเปล่งแสงแบบถูกกระตุ้น โดยตัวกลางจะดูดซับพลังงานที่ใส่เข้าไป ซึ่งพลังงานนั้นจะไปกระตุ้นอิเล็กตรอนบางตัวให้กระโดดไปในชั้นพลังงานที่สูงกว่าหรือสถานะกระตุ้น (excited state)

เมื่อจำนวนอิเล็กตรอนอยู่ในสถานะกระตุ้น ซึ่งอยู่ในชั้นพลังงานที่สูงกว่า มีจำนวนมากกว่าอิเล็กตรอนที่อยู่ชั้นพลังงานที่ต่ำกว่า อิเล็กตรอนจากชั้นพลังงานที่สูงกว่า จะย้ายลงมาชั้นพลังงานที่ต่ำกว่าเพื่อความเสถียร ซึ่งระหว่างนั้นจะมีพลังงานจำนวนหนึ่ง ถูกปลดปล่อยออกมาในรูปของแสงเลเซอร์ ปรากฎการณ์เช่นนี้ยังเกิดได้เองตามธรรมชาติด้วย

“ไอน์สไตน์” จุดประกายเลเซอร์

ในขณะที่หลายๆ คนจดจำภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) คู่กับระเบิดปรมาณู โดยที่เขาเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครื่องมือทำลายล้างชีวิตในยุคสงครามโลกนี้เลย แต่กลับมีคนจำนวนน้อย ที่ทราบว่านักฟิสิกส์หัวฟูผู้นี้ เป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีพื้นฐาน ที่นำมาสู่การพัฒนาแสงเลเซอร์ ซึ่งใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งแวดวงอุตสาหกรรม การแพทย์ ความงาม การสื่อสารและโบราณคดี

ไอน์สไตน์ได้เสนอทฤษฎีพื้นฐานควอนตัมของการแผ่รังสีเมื่อปี ค.ศ. 1917 โดยได้ต่อยอดความรู้กฎการแผ่รังสีของ มักซ์ พลังก์ (Max Plank) จนสามารถอธิบายการเปล่งแสงแบบถูกกระตุ้น และแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการดูดกลืนพลังงาน กับกระบวนการปลดปล่อยพลังงานแบบถูกกระตุ้น (Stimulated Emission) และการปลดปล่อยพลังงานแบบเกิดขึ้นเอง (Spontaneous Emission) ได้ จากนั้นได้มีนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาเพื่อทำความเข้าใจกระบวนการปลดปล่อยพลังงานแบบถูกกระตุ้นเรื่อยมา

กว่า “เลเซอร์” จะเปล่งแสง

ก่อนที่จะมีเลเซอร์ นักวิทยาศาสตร์ผลิตลำแสงที่เรียกว่า “เมเซอร์” (MASER) ซึ่งเป็นคำย่อของ Microwave Amplification by Stimulated Emission of Radiation ได้เป็นครั้งแรกในปี 1953 โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) สหรัฐฯ คือ ชาร์ลส ทาวเนอร์ส (Charles H. Townes) เจ กอร์ดอน (J. P. Gordon) และ เอช ซีเกอร์ (H. J. Zeiger) โดยใช้การปลดปล่อยพลังงานแบบถูกกระตุ้นจากไอของโมเลกุลแอมโมเนีย เพื่อขยายคลื่นไมโครเวฟที่ความถี่ 24 กิกะเฮิตรซ์

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น มีงานวิจัยจากรัสเซีย โดยนิโคเลย์ บาซอฟ (Nikolay Basov) และ อเล็กซานเดอร์ โปรคอรอฟ (Alexander Prokhorov) จากสถาบันฟิสิกส์ลาเบเดฟ (Lebedev Institute of Physics) ที่ได้อธิบายหลักการทำงานของ "เมเซอร์"

เนื่องจากเมเซอร์มีลำแสงที่กว้างกว่า จึงมีการพัฒนาลำแสงให้แคบลง กลายเป็นแสงเลเซอร์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พ.ค.1960 โดย ธีออดอร์ ไมแมน (Theodore Maiman) จากห้องปฏิบัติการวิจัยฮิวจ์ (Hughes Research Laboratories) โดยใช้แสงกระตุ้นให้ทับทิมสังเคราะห์ เปล่งแสงที่ความยาวคลื่น 694 นาโนเมตร

ต่อมาอีก 2 ปี โรเบิร์ต ฮอลล์ (Robert N.Hall) จากศูนย์วิจัยเจเนอรัลอิเล็กทริก (General Electric) ได้สาธิตเลเซอร์ไดโอดจากแกลเลียม-อาร์เซไนด์ (GaAs) เป็นครั้งแรก ซึ่งปล่อยแสงเลเซอร์ในย่านอินฟราเรดใกล้ หรือความยาวคลื่นประมาณ 850 นาโนเมตร และในปีเดียวกันนั้นเองมีการพัฒนาเลเซอร์จากสารกึ่งตัวนำขึ้นเป็นครั้งแรก โดย นิค โอโลนยัค (Nick Holonyak) จากเจเนอรัลอิเล็กทริกเช่นกัน ซึ่งได้เลเซอร์ที่ให้แสงในย่านมองเห็น และเป็นเลเซอร์แบบก๊าซยุคต้นๆ

“เลเซอร์” เทคโนโลยีจากมันสมองระดับโนเบล
ถ้ามีใครสักคนบอกว่า สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้ากันนั้นมักเป็นเรื่องไกลตัวคนทั่วไป “เลเซอร์” คือข้อโต้แย้ง เพราะเราเห็นผลกระทบของเลเซอร์ได้อย่างชัดเจน แต่กว่าเทคโนโลยีเลเซอร์จะลงมาอยู่ในกล่องให้เราเลือกซื้อกันได้ตามสะดวกนั้น ต้องผ่านการค้นคว้าอย่างหนัก จากนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการันตีจากเวทีโนเบล

ล่าสุด ชาร์ลส์ เกา (Charles K. Kao) นักวิจัยเชื้อชาติจีน วัย 76 ปี จากห้องปฏิบัติการมาตรฐานการสื่อสาร (Standard Telecommunication Laboratories) เมืองฮาร์โลว์ สหราชอาณาจักร เป็น 1 ใน 3 ของผู้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2009 จากผลงานการบุกเบิกเรื่องการสื่อสารด้วยแสงผ่านเส้นใยแก้วนำแสง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเลเซอร์โดยตรง

เส้นแสงคมราวมีดโกน แม้พลังงานต่ำก็ทำ “ตาบอด” ได้

นับแต่แรกเริ่มที่เลเซอร์ถูกสร้างขึ้นมา ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นลำแสงที่มีอันตรายอย่างมาก ซึ่งไมแมน ผู้สร้างเลเซอร์คนแรก บรรยายคุณสมบัติของแสงเลเซอร์ลำแรกว่า คมราวกับใบมีดโกนที่สามารถเผาทำลายใบมีดโกนใบหนึ่งได้ จวบกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังยอมรับกันว่า แม้แต่เลเซอร์พลังงานต่ำเพียงไม่กี่มิลลิวัตต์นั้น ก็มีกำลังมากพอที่จะทำลายสายตาได้ หากถูกลำแสงเลเซอร์กระทบดวงตาโดยตรง หรือได้รับแสงสะท้อนจากพื้นผิวที่สว่างจ้า

อีกทั้งกระจกตาและเลนส์ตายังรับความยาวคลื่นของเลเซอร์ได้ ซึ่งการเป็นลำแสงที่ต่อเนื่องและมีความเข้มสูงทำให้ดวงตาของเราสามารถโฟกัสลำแสงเลเซอร์ไปตกที่เรตินาหรือจอประสาทตาได้พอดี ผลคือจอประสาทตาจะถูกเผาไหม้และถูกทำลายอย่างถาวรภายในเวลาไม่กี่วินาทีหรือน้อยกว่านั้น ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าห่วงมากสำหรับเลเซอร์ที่วางจำหน่ายตามตลาดนัดหรือข้างทาง ซึ่งผู้ขายเรียกความสนใจด้วยการฉายลำแสงที่ดวงตาลูกค้าโดยตรง

อย่างไรก็ดี ความรุนแรงของเลเซอร์แบ่งออกเป็นระดับความปลอดภัยต่างๆ ดังนี้
- Class I/1 – ระดับปลอดภัย เนื่องจากแสงเลเซอร์ถูกกักไว้ในอุปกรณ์ที่มิดชิด เช่น เครื่องเล่นซีดี เป็นต้น
- Class II/2 – ปลออดภัยหากใช้ตามปกติ และการกระพริบตาจะช่วยป้องกันอันตรายได้ โดยทั่วไปกำลังเลเซอร์สูงสุด 1 มิ]ลิวัตต์ ตัวอย่างเช่น เลเซอร์พอยเตอร์
- Class IIIa/3R – เลเซอร์กำลังสูงสุด 5 มิลลิวัตต์ ซึ่งมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะทำลายดวงตา ในช่วงเวลาที่กะพริบตา และการจ้องเลเซอร์ระดับนี้โดยตรงจะเป็นสาเหตุให้ดวงตาถูกทำลายในระดับเล็ก
- Class IIIb/3B – เลเซอร์ระดับนี้อาจทำลายดวงตาให้เสียในระดับกลางได้โดยขึ้นอยู่กับปริมาณลำแสงที่กระทบตา โดยปกติเลเซอร์ระดับนี้มีกำลังสูงสุด 500 มิลลิวัตต์ ซึ่งพบได้ในเครื่องเขียนแผ่นซีดีและดีวีดี
- Class IV/4 – เป็นเลเซอร์มีที่ความรุนแรงมาก สามารถเผาไหม้ผิวหนังได้ และในบางกรณีเพียงแค่แสงสะท้อนของเลเซอร์ระดับนี้ก็ทำอันตรายผิวหนังและดวงตาได้ สำหรับเลเซอร์ระดับนี้พบในงานอุตสาหกรรมและงานด้านวิทยาศาสตร์

แสงเลเซอร์จุดไฟ “นิวเคลียร์ฟิวชัน”

แสงเลเซอร์ยังเป็นความหวังให้แก่วงการพลังงาน โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ออกมาส่งสัญญาณว่า มีฤกษ์ยิงลำแสงซูเปอร์เลเซอร์ที่มีความเข้มสูง 192 ในห้องปฏิบัติการของหน่วยงานการเผาไหม้เครื่องยนต์แห่งสหรัฐฯ หรือเอ็นไอเอฟ (The US National Ignition Facility : NIF) ซึ่งมีขนาด 3 เท่าของสนามฟุตบอล เพื่อจุดระเบิดให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน หรือให้เกิดการรวมตัวของนิวเคลียสแบบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ซึ่งจะได้พลังงานสะอาดเช่นเดียวกับพลังงานจากดวงอาทิตย์ในปริมาณมหาศาล โดยไม่ทิ้งกากกัมมันตรังสีแบบนิวเคลียร์ฟิชชันที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกขณะนี้

ในโอกาสที่เลเซอร์ฝีมือมนุษย์ได้เปล่งแสงขึ้นมาบนโลกครบ 5 ทศวรรษในปี 2010 นี้ จึงมีการฉลองครบรอบ 50 ปีของเทคโนโลยีเลเซอร์ โดยมี 3 หน่วยงานหลัก คือ สมาคมทัศนศาสตร์แห่งอเมริกา (Optical Society of America) สมาคมวิศวกรรมเครื่องมือทัศนศาสตร์เชิงแสง (American Physical Society) และสมาคมฟิสิกส์อเมริกัน (American Physical Society) เป็นผู้ริเริ่มการฉลอง

ปัจจุบันแสงเลเซอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ภายในบ้าน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ระดับอุตสาหกรรม แล้วเราพบเทคโนโลยีเลเซอร์ได้ที่ไหนบ้าง?

- ในร้านสะดวกซื้อ “เครื่องอ่านแถบรหัสหรือบาร์โค้ด” (Barcode Reader) เป็นสิ่งที่เห็นชินตา

- ที่สำนักงานหรือที่บ้านมีเครื่องพิมพ์ “เลเซอร์ปรินเตอร์” (Laser Printer) ที่พิมพ์งานออกมาได้ไวระดับวินาที

- เลเซอร์สำหรับแพทย์ใช้ในการผ่าตัด ที่ให้บาดแผลเล็กกว่ากรีดมีดหมอ และปัจจุบันพัฒนาไปถึงขั้นเลเซอร์สำหรับรักษาผิวพรรณ แก้ปัญหารอยแผลเป็น

- เลเซอร์สำหรับแก้ปัญหาสายตา หรือที่เรียกติดปากว่า “เลสิก” (Lasik)

- ระบบสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสง จำเป็นต้องมีแสงเลเซอร์นำส่งข้อมูล

- เลเซอร์พอยเตอร์ (Laser Pointer) ที่เข้ามามีบทบาทต่อการเรียน-การสอนและการนำเสนองาน

- ความบันเทิงใกล้ตัวที่สุด ก็หนีไม่พ้นที่จะใช้หัวอ่านเลเซอร์ ทั้งเครื่องเล่นซีดี, เครื่องเล่นดีวีดี และเครื่องเล่านชนิดบลู-เรย์

เหล่านี้คือตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เลเซอร์ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก

ไซแมนเทคเตือน ระวังภัยคุกคามจากกระแส iPad




ไซแมนเทคออกโรงเตือนภัยออนไลน์ที่อาจอาศัยกระแสความแรงของ iPad ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแอปเปิล มาสร้างโอกาสทองในการเจาะระบบหรือขโมยข้อมูล ระบุบรรดาอาชญากรไซเบอร์จำนวนมากมุ่งเป้าไปยังผู้บริโภคที่กระหายใคร่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับประดิษฐกรรมชิ้นใหม่จากแอปเปิล

บริษัทรักษาความปลอดภัยไซแมนเทคระบุว่า ทันทีที่ iPad ถูกเปิดตัว ไซแมนเทคสังเกตพบว่าการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่นี้กลายเป็นเป้าหมายการโจมตีแบบ Blackhat SEO (Search Engine Optimization) คือความพยายามที่ทำให้ผลการค้นหาอันดับแรกๆ แสดงผลเชื่อมไปยังเว็บเพจที่ตนได้สร้างเอาไว้ดักเหยื่อที่เข้ามาเยี่ยมชม ตลอดจนการโจมตีในแบบฟิชชิ่ง ที่มีเนื้อหาข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ดังกล่าวเช่นกัน

"ผู้ที่สนใจและต้องการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ iPad ผ่านทางอินเทอร์เน็ตควรระมัดระวังตัวเองจากภัยคุกคามที่คาดไม่ถึง"

คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสไร้คีย์บอร์ดของแอปเปิลในนาม iPad นั้นสร้างกระแสความน่าสนใจมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว การเปิดตัว iPad ยิ่งเป็นการจุดประกายให้มีการค้นหาข้อมูลด้วยอักษร 4 ตัวนี้ สิ่งนี้เป็นเสมือนโอกาสสำหรับนักหลอกลวงหาประโยชน์ โดยนำคำที่คนนิยมใช้ค้นหามาเป็นเป้าโจมตี และไซแมนเทคยังคาดว่าจะได้เห็นการโจมตีด้วยอีเมลขยะและฟิชชิ่ง ด้วยการนำหัวข้อ iPad มาใช้อย่างแพร่หลายในอนาคต

ไซแมนเทคให้คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงภัยคุกคามจาก iPad 5 ข้อ ได้แก่ 1. หลีกเลี่ยงการคลิกลิงค์ที่ไม่น่าไว้วางใจในอีเมลหรือข้อความในโปรแกรมแชทที่ส่งลิงค์เชิญชวนให้เข้าเว็บไซต์ 2. ฝ่ายปฏิบัติการตอบสนองภัยคุกคามของไซแมนเทคแนะนำว่า ทางที่ดีควรพิมพ์เว็บแอดเดรสลงบนเบราเซอร์โดยตรงดีกว่าการคลิกบนลิงค์ที่ปรากฏอยู่ในข้อความ

3. ถ้าอีเมลที่ได้รับหยิบยื่นข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ให้ระวังว่าอาจจะเป็นอีเมลขยะ โดยควรตรวจสอบข้อมูลโดยตรงกับผู้จำหน่ายที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ 4. ต้องแน่ใจว่าระบบปฏิบัติการที่ใช้อยู่มีการอัพเดทอยู่อย่างสม่ำเสมอและใช้ระบบรักษาความปลอดภัยที่รับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ลบอีเมลขยะทั้งหมดทิ้ง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายสถิติที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายจากการใช้ชื่อ iPad เป็นกลลวงในขณะนี้

Company Related Links :http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000016449

"เฟสบุ๊ก" ทางหลวงแฮกเกอร์



บริษัทรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ระบุ เครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเฟสบุ๊ก (Facebook) กลายเป็นช่องทางจู่โจมระบบเครือข่ายอย่างหนักตลอดปี 2009 โดยภัยโปรแกรมประสงค์ร้าย (มัลแวร์) และอีเมลขยะในเครือข่ายสังคมเหล่านี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 70% คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2008 ที่สำคัญ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยกให้เฟสบุ๊กเป็นบริการที่มองว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลก

บริษัทโซโฟส (Sophos) เผยแพร่รายงานการศึกษาระบบรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายสังคมนี้ในชื่อ Social Security ระบุ
ว่าผู้ใช้กว่า 57% เคยเป็นเหยื่ออีเมลขยะทางเครือข่ายสังคม สูงกว่า 36% ที่ระบุว่าเคยได้รับโปรแกรมประสงค์ร้าย ถือเป็นอัตราที่สูงมากและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย Social Security เป็นส่วนหนึ่งของรายงานภัยคุกคามประจำปี 2010 ที่ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า 2010 Security Threat Report

ในรายงานระบุว่าความนิยมเครือข่ายสังคมของผู้ใช้คอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งดึงดูดใจนักแฮกผู้หวังจะเจาะระบบ ทั้งระยะเวลาการใช้งานเครือข่ายสังคมที่นานขึ้น ความนิยมในการแบ่งปันข้อมูล รวมถึงข้อมูลส่วนตัวที่สามารถนำไปจำหน่ายขายทอดตลาดได้

เกรแฮม คลูเลย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเทคโนโลยีของโซโฟสระบุว่านักแฮกจำนวนมากสามารถสร้างรายได้มหาศาลจากการนำข้อมูลบนเครือข่ายสังคมไปขาย โดยบอกว่าอัตราการจู่โจมของภัยออนไลน์บนเครือข่ายสังคมที่เพิ่มขึ้นชัดเจนในปีที่แล้ว เป็นสิ่งที่ชี้ว่าผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมและผู้ใช้หลายล้านคนทั่วโลกจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อจัดการภัยออนไลน์ในอนาคต

โซโฟสสำรวจบริษัทในสหรัฐฯราว 500 แห่งเพื่อศึกษาความเสี่ยงในองค์กร พบว่า 72% ล้วนเป็นห่วงว่าพฤติกรรมเสพติดเครือข่ายสังคมของพนักงานจะทำให้ระบบไอทีของบริษัทอยู่ในความเสี่ยง โดย 49% ยังคงยอมให้พนักงานเล่นเว็บอย่าง Facebook และเครือข่ายสังคมอื่นๆได้อย่างเสรี แม้ว่าภัยออนไลน์นานาชนิดทั้งมัลแวร์ อีเมลขยะ ฟิชชิ่ง และการขโมยตัวตนจะมีสถิติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องก็ตาม

การสำรวจของโซโฟสมีคำถามล่อเป้าว่าบริษัทเหล่านี้มองว่าบริการเครือข่ายสังคมใดที่มีความเสี่ยงสูงสุด กว่า 60% เทคะแนนให้เฟสบุ๊ก จุดนี้คลูเลย์ระบุว่าเป็นเพราะเฟสบุ๊กคือเครือข่ายสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จึงเป็นธรรมดาหากเฟสบุ๊กจะมีภัยออนไลน์มากกว่าบริการค่ายอื่น

ขณะนี้เฟสบุ๊กรับรู้ความจริงนี้และลงมือปราบปรามภัยออนไลน์บนเว็บเฟสบุ๊กอย่างจริงจัง โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เฟสบุ๊กประกาศล้างบางคอมพิวเตอร์ติดไวรัสและมัลแวร์ด้วยการดึงบริษัทผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสอย่างแมคอาฟี่ (McAfee) มาให้บริการสแกนไวรัสด้วยซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย McAfee Internet Security Suite ได้ฟรีเป็นเวลา 6 เดือนแก่สมาชิกเฟสบุ๊กกว่า 350 ล้านชื่อทั่วโลก และจะได้รับส่วนลดพิเศษหากต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ไว้ใช้หลังจากหมดระยะเวลาทดลอง

จุดประสงค์หลักของโครงการนี้คือเฟสบุ๊กต้องการสร้างความปลอดภัยให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของสมาชิก และหนึ่งในมาตรการที่นำมาใช้คือการกวาดล้างคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสด้วยเทคโนโลยีของแมคอาฟี่ โดยโครงการนี้จะประเดิมกับสมาชิกในบางประเทศก่อน เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย อิตาลี เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สเปน ฝรั่งเศส แคนาดา แมกซีโก และบราซิล ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆต่อไป

นอกจากเฟสบุ๊ก โซโฟสแสดงความเป็นห่วงบริการเครือข่ายสังคมเพื่อการหางานและการทำความรู้จักด้านธุรกิจอย่าง LinkedIn ด้วย โดยอธิบายว่านักแฮกมองเครือข่ายสังคมประเภทนี้ว่าเป็นแหล่งที่อุดมด้วยข้อมูลแท้จริงมากกว่าเครือข่ายสังคมเพื่อความสนุกสนานทั่วไป แถมนักแฮกบางประเภทยังหวังผลหลอกลวงในขั้นที่หนักขึ้น เช่นการส่งอีเมลหลอกลวงประชาชนว่าบริษัทตอบรับเข้าทำงานแล้ว ซึ่งจะสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นในแบบที่ยากจะจินตนาการ

Company Related Links :http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000015267

ลีนุกซ์ กับโอกาสที่จะได้เป็น OS ตัวใหม่ของคุณ


ผู้เล่นที่อยู่ในตลาดโอเอสที่นานที่สุดสำหรับพีซี ก็เป็นไมโครซอฟท์ เพราะผู้เป็นผู้ผลิตดอสและระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่มีอยู่ ณ วันนี้ แต่เสียงของความแปลกใหม่นั้นได้ซาลงมานานแล้ว ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับไมโครซอฟท์อีกต่อไป กระทั่งมันออกจะน่าเบื่อไปด้วยซ้ำ และแล้วก็มาถึงคราวของลีนุกซ์ที่กำลังเป็นศูนย์กลางของความสนใจในขณะนี้ คำถามก็คือ โอกาสของลีนุกซ์ที่จะมาแทนที่วินโดวส์ในฐานะโอเอสยอดนิยมสำหรับเครื่องเดสก์ทอปนั้นมีมากเพียงใด?

ด้วยการพัฒนาปรับเปลี่ยนดังที่เราได้เห็นในแวดวงเทคโนโลยี กระแสการเปลี่ยนแปลงมักจะมุ่งไปยังสินค้าที่ดีเด่นกว่าหรือเป็นนวัตกรรมจริงๆ สำหรับเดสก์ทอปแล้วไมโครซอฟท์นำเสนอสภาพแวดล้อมของระบบปฎิบัติการที่เหนือกว่า อย่างน้อยก็ในปัจจุบันนี้ แต่ทว่าความเหนือกว่านั้นไม่ใช่สาเหตุเดียวของความเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจก็มีบทบาทด้วยเช่นกัน ไมโครซอฟท์ได้พิสูจน์ข้อนี้โดยการเข้าสู่ตลาดบราวเซอร์ด้วยสินค้าที่มีคุณภาพรองลงมา แต่เข้ากับสภาวะเศรษฐกิจ (นั่นคือฟรี) วิธีการนี้สอดคล้องกับหลักการของอดัม ออสบอร์น (Adam Osborne) ในปลายยุคศตวรรษที่ 70 ที่ว่า "ความพอเพียงคือ ความเพียงพอ" ขณะนี้ลีนุกซ์กำลังยืนอยู่ ณ จุดนี้พอดี ไมโครซอฟท์สมควรที่จะใส่ใจในเรื่องนี้

แต่ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ การเคลื่อนไหวใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับลีนุกซ์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยห้าประการต่อไปนี้ ตามความสำคัญจากน้อยไปมาก

5. ความสามารถในการเข้ากันได้กับวินโดวส์ ผมคิดว่าความสามารถเข้ากันได้กับวินโดวส์เปรียบเสมือนผงน้ำตาลบนขนมเค้ก ตราบใดที่มีปัจจัยอื่นๆ พร้อม การใช้งานหลักๆ ของเครื่องเดสก์ทอปที่ใช้วินโดวส์ในทุกวันนี้คือ ซอฟต์แวร์ชุดออฟฟิศ ในขณะที่ลีนุกซ์เวอร์ชันหลังๆ ส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็มีความสามารถเพียงพอที่จะทดแทนซอฟต์แวร์ออฟฟิศได้ อันที่จริงไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ได้ออกสู่ตลาดมานานพอสมควรแล้ว และมันก็ถูกลอกเลียนเสียจนแทบไม่เหลือแล้ว คุณได้ทันสังเกตเห็นบ้างไหม

4. ลดลัทธิบูชาให้น้อยที่สุด ผมคิดว่าประชาคมลีนุกซ์อาจจะกันลีนุกซ์ออกจากเดสก์ทอป - เพียงเพราะกระแสบ้าคลั่ง ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นสิ่งที่กีดกั้นมนุษยชาติส่วนใหญ่ได้มากไปกว่าการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกบ้าคลั่งที่น่ากลัวหรือพวกวิตถารที่น่าขยะแขยง ปัญหานี้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ Amiga มากที่สุด และมันก็ลุกลามต่อไปถึง Apple เรากำลังพูดถึงคอมพิวเตอร์ไม่ใช่วิถีชีวิต และนี่คือระบบปฏิบัติการไม่ใช่พรรคการเมือง ผู้ใช้ลีนุกซ์ส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นคนสุขุม แต่กระนั้นก็ยังมีความคับข้องใจ และความรู้สึกไม่มั่นคงในหมู่ผู้ใช้เครื่องแมคอินทอชในประชาคมนี้ ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควรที่หันหลังให้กับสาธารณชนและในที่สุดก็อาจจะทำลายล้างระบบไปเลย เรื่องนี้นับเป็นเรื่องอันตราย

3. มาตรฐาน ลูกเล่นต่างๆ ที่ลีนุกซ์มีนั้น ยังไม่สามารถใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์อื่นๆ ได้ทั้งหมด และเรายังต้องการองค์กรอิสระที่จะมาเป็นผู้ให้ความเชื่อมั่นถึงวิธีมาตราฐานในเรื่องต่างๆ นับแต่เรื่องเกี่ยวกับฟอร์แมตของไฟล์ ไปจนถึงการจัดไดเร็กทอรี่ หน้าที่นี้ควรเป็นของหน่วยงานที่อิสระคล้ายคลึงกับ IEEE หรือ W3C

2. การใช้งานที่ง่าย แม้ว่าผู้ที่ส่งเสริมลีนุกซ์อย่างแข็งขันส่วนใหญ่นั้น จะยอมรับว่าลีนุกซ์นั้นซับซ้อนเกินไปสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วๆ ไป แต่ก็ไม่มีเหตุผลสนับสนุนในเรื่องนี้ ถ้าประชาคมจะทำให้ลีนุกซ์มีความง่ายในการใช้งานมากกว่าวินโดวส์แล้ว ลีนุกซ์อาจเป็นโอเอส ยอดนิยมขึ้นมาก็เป็นได้

1. อโดบี โฟโตชอบ นี่เป็นข้อยืนยันที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากที่สุดของผม แต่ผมก็จะขอประกาศว่า อโดบี โฟโตชอป ต่างหาก ไม่ใช่ไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ที่จะเป็นตัวที่ส่งให้ลีนุกซ์รุ่งขึ้นมาได้ ไม่มีอะไรที่จะมาแทนที่โฟโตชอปเต็มรูปแบบได้ ถูกแล้วผมได้สำรวจว่าที่ตัวแทนของซอฟต์แวร์ตัวนี้ ยกตัวอย่างเช่น GIMP โฟโตชอปก็ยังเป็นผู้นำในกลุ่มซอฟต์แวร์ประเภทเดียวกันอยู่ดี ผู้ลอกเลียนแบบนั้นไม่สามารถที่จะแข่งขันและจะไม่มีทางทำได้ จนกว่าโฟโตชอปจะหมดความสามารถที่จะพัฒนาต่อไปทำนองเดียวกับที่ไมโครซอฟท์เวิร์ดได้ประสบมาแล้ว

การหยุดอยู่กับที่เท่านั้นที่จะก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์ การเสริมโฟโตช้อฟลงไปในลีนุกซ์จะสามารถเปลี่ยนวงการคอมพิวเตอร์ไปได้ในชั่วข้ามคืน เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบทั้งไมโครซอฟท์และแอปเปิล แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีผลกับไมโครซอฟท์ มากกว่า เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูง ด้วยเหตุที่จอห์น วอร์น๊อค (John Warnock) ประธานบริษัทของอโดบียังคงเอือมระอาอยู่กับการเข็นฟอนต์แบบ True Type เข้าสู่ตลาดอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของบิลล์ เกตเมื่อหลายปีก่อน เขาโกรธแค้นในเรื่องนี้ และการเสริมผลิตภัณฑ์ของอโดบีทั้งหมดไปสู่ลีนุกซ์จะเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดีและจี้ได้ตรงจุดสำคัญของไมโครซอฟท์

เป็นที่น่าเสียดายว่า ประชาคมลีนุกซ์มักเปลืองพลังงานไปกับเรื่องอื่นๆ เช่น การตั้งชื่อ (จะใช้ GNU/LINUX หรือ LINUX ดี) ผมเข้าใจว่าลีนุกซ์กำลังอยู่ ณ ทางแยกที่จะกลายเป็นสิ่งสำคัญแห่งยุคหรือเป็นเพียงฟุตโน้ตในประวัติศาสตร์โอเอสของเดสก์ทอป ขณะนี้ผมกำลังลุ้นให้มันกลายเป็นสิ่งสำคัญ และผมหมายถึงการได้อยู่บนเดสก์ทอปอย่างจริงจัง

OS ตัวใหม่จาก Microsoft Windows Nana!?




กระแสของวงการ IT ในตอนนี้คงหนีไม่พ้นการเปิดตัว OS ใหม่จาก Microsoft
ซึ่งคงจะรู้กันดีอยู่แล้วอย่าง Windows 7 แต่ว่างานนี้สำหรับชาวญี่ปุ่น
มันคงไม่ใช่แค่การเปิดตัว OS ใหม่อย่างเดียวเสียแล้วเพราะำสำหรับคนที่สั่งจอง Windows 7 Ultimate
ก่อนวันวางจำหน่ายจริงในวันที่ 22 ตุลาคม 2009 นั้น จะได้ของแถมสุดพิเศษเป็นภาพ Wallpaper
และไฟล์เสียงสำหรับใช้ใน Windows ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเสียงของมาสคอตโมเอะอีกแล้ว…

สาวน้อยมาสคอต Windows 7 นี้มีนามว่า Nanami Madobe ซึ่งคนให้เสียงพากย์เธอก็ไม่ธรรมดา
เพราะเป็นทั้งนักร้องและนักพากย์ชื่อดัง ที่ถูกดวงกับเลข 7 อีกด้วย ไม่ใช่ใครที่ไหน Mizuki Nana นั่นเอง!!
ซึ่งชื่อ Nanami ก็เป็นการเล่นคำจากชื่อ Nana Mizuki และ Madobe ก็มีความหมายว่า “หน้าต่าง” นั่นล่ะ
อะไรมันจะช่างเป็นการตลาดมอมเมากันได้ขนาดนี้ไม่รู้ว่าพอเป็นแบบนี้แล้วจะมี น ซื้อไว้เก็บ ซื้อไว้ใช้ ซื้อไว้เผื่อเสีย 3 ชุด หรือเปล่า! ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก(และคงไม่ใช่สุดท้าย)ที่ Microsoft
จะใช้ความโมเอะเข้ามาตีตลาดในญี่ปุ่น ขนาดก่อนหน้านี้ยังมี Xbox360-tan มาแล้วครั้งนึง
เอาล่ะสิงานนี้สงสัยว่าที่ญี่ปุ่น Windows 7 Ultimate มีหวังได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแหงๆ เลยสิเนี้ย…

Source : ANN via Akiba PC Hotline!
http://akibatan.com/2009/09/new-os-from-microsoft-windows-nana/

OS ตัวใหม่บนโลกใบนี้




"OS ตัวใหม่บนโลกใบนี้"


OS บนโลกใบนี้มีมากมายเหลือเกินวันนี้ ขอเสนออีก 1 OS ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ชื่อ ว่า Mona OS ซึ่ง ผู้พัมนาเป็นชาวเอเชีย นั่นก็คือ คนญี่ปุ่น เป็นฟรี OS ที่มีขนาดเล้กมากๆ ซึ่งถูกพัฒนาโดย ภาษาซี(C ++) เวอร์ชันล่าสุด คือ R6RS Scheme Interpreter Mosh 0.1.0 realeased ซึ่งคิดว่าเป็น OS ที่เหมาะสำหรับการศึกษา อย่างมาก แม้แต่สถานศึกษา ก็น่าเอาไปให้นักเรียนศึกษากัน คุณสามารถติดตามความเคลื่อนไหว OS ตัวนี้ได้ที่ http://monaos.org/index.html ซึ่งในเว็บนี้ จะมีรายละเอียดของ OS ตัวนี้อย่างครบครัน สำหรับผู้สนใจศึกษา การสร้าง OS ก็สามารถติดตาม source code ล่าสุดของ OS ตัวนี้ได้ที่ https://monaos.svn.sourceforge.net/svnroot/monaos monaos
ต้องขอบอกก่อนนะ เหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับ end user


What is YouOS?


What is YouOS?

YouOS is a web operating system that lets you run diverse applications within a web browser. Small applications like sticky notes or clocks. Large applications like word processing, mp3 players, and instant messaging. Even better, it's very easy to tweak an existing application or write your own.
I'd rather read a long essay on this...

Why use YouOS?
Persist: Do some work. Log out. Log in later from another computer. It's like you never left.
Centralize: Manage all your web services, files, and accounts in one secure place.
Collaborate: Share files and apps through a simple, intuitive buddy list.
Customize: Install apps written by friends or write your own.
Why develop on YouOS?
One Language: All you need to know is javascript. No perl, python, ruby, SQL, C, etc. That's right! You can do server stuff from javascript!
Scale: YouOS handles the scaling of servers and bandwidth - you just need to handle the application logic and UI (and about getting paid).
Powerful Shared Data Structures: Need a distributed, revisioned hashtable shared by N users? You got it.
Sweet Interfaces: Need to send or receive email or text/instant messages? We're working on providing full communication APIs.
Tools: Use a free in-browser development environment with built-in source control, syntax checker, compiler, and administration.
Analytics: Know exactly how many people are using your apps and how they are using it.
What is the status of YouOS?
Version: 0.11
Random Greek Letter: Epsilon
Fun Animal: Hippo
General Mood: Experimental
Stability (confidential): Unstable
Sign: Scorpio
Weight: A gentleman never asks and a lady never tells
Age: Younger than you, by deductive reasoning, since you can read this
Likes: Pythons, Pina Coladas
Dislikes: Yoga, Health Food
Computing...Official release name: YouOS 0.1 Epsilon (Unstable Hippo Build